แรงบันดาลใจ
นายพสิษณ์ แสงโสดา เป็นผู้ที่หลงใหลในความงดงามของศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยเฉพาะในด้านหัตถกรรมและงานช่างดั้งเดิมของชาวอีสาน จากการคลุกคลีอยู่กับงานฝีมือมาแต่เยาว์วัย เขาได้เห็นถึงคุณค่าทางจิตใจและเศรษฐกิจของงานศิลป์พื้นบ้านที่กำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา แรงบันดาลใจสำคัญมาจากความตั้งใจในการ อนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาช่างศิลป์ท้องถิ่น ให้กลับมาเป็นที่รู้จักในรูปแบบร่วมสมัย จึงได้ริเริ่มจัดตั้ง “โฮงคำสุวรรณเชษฐาวิชชาลัย” ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยง ศาสตร์ ความรู้เชิงช่าง ศิลป์ ความงดงามของงานฝีมือ ถิ่นวิถีชีวิตชุมชนต่างๆ และ สุวรรณ อันหมายถึงความรุ่งเรืองของงานช่างทอง ให้เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ ถ่ายทอด และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่
องค์ความรู้ / ความเชี่ยวชาญ/ เทคนิคพิเศษในงานผลิต
องค์ความรู้เชิงลึกด้านเครื่องประดับ/ช่างทองในวิถีพื้นถิ่น
นายพสิษณ์มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับและงานช่างทองโดยเฉพาะในรูปแบบของ ศิลปะพื้นถิ่นอีสาน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แตกต่างจากงานช่างทองเมืองใหญ่ ด้วยการเน้น “ความเรียบง่าย แฝงรายละเอียด และมีความหมายในทุกลวดลาย”
องค์ความรู้ที่โดดเด่น ได้แก่
• การออกแบบลวดลายจากความเชื่อท้องถิ่น
เช่น ลายพญานาค ลายก้านขด ลายดอกพุดตาล ซึ่งล้วนมีรากฐานจากตำนาน วิถีชีวิต และความเชื่อของคนอีสาน
• การขึ้นรูปเครื่องประดับแบบประณีต
ใช้เทคนิคการตอก การสลัก และการดุนโลหะแบบโบราณ โดยเน้นงานฝีมือ ไม่พึ่งพาเครื่องจักร เพื่อคงกลิ่นอายของหัตถกรรมแท้ดั้งเดิม
• การใช้วัสดุพื้นบ้านร่วมกับโลหะมีค่า
เช่น การประยุกต์ใช้ผ้าทอ เศษไม้ หรือหินธรรมชาติ เข้ากับโลหะทอง ทองแดง และเงิน สร้างเป็นเครื่องประดับที่มีเรื่องราวและความหมาย
• การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงช่าง
ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเยาวชน ช่างฝึกหัด และชาวบ้านในชุมชน โดยเน้นการสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรม ควบคู่กับทักษะงานฝีมือ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
การอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอท้องถิ่นไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในรูปแบบการถ่ายทอดแบบปากต่อปากหรือเรียนรู้เฉพาะในพื้นที่เท่านั้น แต่อยากให้ องค์ความรู้ที่สั่งสมอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ได้รับการรวบรวมและเผยแพร่ออกไปในรูปแบบของหนังสือหรือคู่มือองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงสถานที่จริง หนังสือจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่า เป็นคลังภูมิปัญญาที่สามารถ เก็บรักษา ถ่ายทอด และต่อยอด ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ไม่มีผู้สืบทอดหรือปราชญ์ผู้รู้แล้วก็ตาม ก็ยังคงเหลือ “ร่องรอยแห่งความรู้” ที่ผู้สนใจสามารถศึกษา เรียนรู้ และนำไปพัฒนาได้ด้วยตนเอง
