นางคำตา แสนเลิศ
แรงบันดาลใจ
นางคำตา แสนเลิศ เติบโตมากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมซึ่งเป็นรากฐานของการทอผ้าไหมในชุมชนโนนสัง ความรักในงานหัตถกรรมพื้นบ้านนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้รับมา พร้อมทั้งมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน
สิ่งที่เธอให้ความสำคัญไม่ใช่แค่การผลิตผ้า แต่คือการ “รักษาแก่นแท้ของภูมิปัญญา” ควบคู่ไปกับ “การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับยุคสมัย”
องค์ความรู้ / ความเชี่ยวชาญ/ เทคนิคพิเศษในงานผ้า
หนึ่งในความเชี่ยวชาญพิเศษของนางคำตาคือ การใช้สีธรรมชาติในการย้อมเส้นไหมและฝ้าย ก่อนนำมาทอผ้า ซึ่งเป็นเทคนิคโบราณที่เธอรักษาไว้และนำมาประยุกต์ใช้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยเน้นการ “จับคู่สี” ที่ลงตัวและแสดงถึงความเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบในท้องถิ่น
จุดเด่นของเทคนิคนี้ ได้แก่:
• การเลือกวัตถุดิบสีธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน เช่น เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะม่วงป่า ใบคราม และขมิ้น
• การคัดเฉดสีตามฤดูกาล เพราะวัตถุดิบแต่ละชนิดจะให้สีต่างกันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยว
• การปรับระดับความเข้มของสี โดยใช้เทคนิคแช่น้ำซ้ำ การเปลี่ยนค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือการหมักทิ้งไว้
• การจับคู่สีและลายผ้าอย่างลงตัว เพื่อให้ผ้าทอดูสบายตา ใช้ได้กับทั้งแฟชั่นและงานพิธีการ
• การรักษาสีให้อยู่คงทน ด้วยการใช้สารช่วยย้อมตามธรรมชาติ เช่น น้ำเปลือกกล้วย หรือน้ำมะขามเปียก
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอท้องถิ่น
ในปัจจุบัน รูปแบบของผ้าไทยได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านลวดลาย การออกแบบ และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น
สิ่งสำคัญในกระบวนการอนุรักษ์และพัฒนาคือ การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ สืบทอด และต่อยอด จากองค์ความรู้ดั้งเดิม เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองและชุมชนในภาพรวมการอนุรักษ์ที่แท้จริงไม่ใช่การหยุดนิ่งอยู่กับอดีต แต่คือการเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีราก ด้วยความเข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
