แรงบันดาลใจ
        คุณฆนัทสิทธิ์ แสนเลิศ เติบโตมากับวิถีผ้าทอโดยมี “คุณป้า” เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ปลูกฝังความรักและความผูกพันกับผ้าทอไทยตั้งแต่วัยเยาว์ เขาได้เห็นกระบวนการทอผ้าแบบดั้งเดิม การย้อม การมัดลาย และการสร้างสรรค์ลวดลายต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของความเข้าใจและความหลงใหลในงานผ้า ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็น “ศักยภาพของผ้าทอพื้นถิ่น” และความตั้งใจที่จะสร้างความสุขจากสิ่งที่รัก เขาจึงก่อตั้งกลุ่มรักษ์ผ้าทอโนนสังขึ้นในปี พ.ศ. 2560 เพื่อรวบรวมคนในชุมชนที่มีใจรักผ้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอให้สามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมร่วมสมัยได้

องค์ความรู้ / ความเชี่ยวชาญ/ เทคนิคพิเศษในงานผ้า
1. การยกขิด (ผ้ายก)
เป็นเทคนิคทอผ้าที่ใช้ “ตะกอพิเศษ” เพื่อยกเส้นยืนขึ้นบางส่วน ทำให้เกิดลวดลายยกนูนบนผืนผ้า ต้องอาศัยทักษะการออกแบบลายที่แม่นยำและการเดินตะกอที่ประสานกับมือทออย่างมีจังหวะ จุดเด่นของผ้ายกขิดคือ “ความวิจิตร” และ “เอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น” เหมาะกับงานแฟชั่นหรูหรือผ้าสำหรับพิธีการ
2. การมัดหมี่
เป็นการออกแบบลวดลายบนผืนผ้าด้วยการ “มัดเส้นพุ่ง” (ด้ายพุ่งก่อนทอ) ด้วยเชือกตามลวดลาย แล้วนำไปย้อมสี เมื่อนำไปทอ เส้นด้ายที่ถูกมัดไว้จะไม่ติดสี ทำให้เกิดลวดลายแบบดั้งเดิมที่มีมิติ ต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะต้องคำนวณตำแหน่งของสีและลายล่วงหน้า
3. การมัดย้อม (Tie-Dye)
นำผ้าทอสำเร็จแล้วมามัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ แล้วนำไปย้อม เพื่อให้ได้ลวดลายที่เป็นอิสระและสร้างสรรค์ นิยมใช้สีธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ ใบไม้ หรือเปลือกมะม่วงป่า เพื่อความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เทคนิคนี้เหมาะกับเสื้อผ้าร่วมสมัย กระเป๋า และของที่ระลึก

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอท้องถิ่น
        การอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอท้องถิ่นควรยึดรากฐานจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน พร้อมต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ผ้าทอพื้นบ้านไม่เพียงคงอยู่ แต่ยังสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแท้จริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าทอควรสื่อถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างมีเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เช่น การเลือกใช้ลวดลายร่วมสมัย สีสันที่หลากหลาย และการประยุกต์ผ้าทอให้เป็นสินค้าที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
สิ่งสำคัญคือ การมีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่องทางการตลาด เพื่อให้ผ้าทอท้องถิ่นมีโอกาสเติบโตในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และสามารถเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงแก่คนในชุมชน